ไขความจริงเรื่องไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E) ที่คุณต้องรู้
ไวรัสตับอักเสบอีคืออะไร? เข้าใจก่อน ป้องกันได้ก่อน !
ไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E Virus - HEV) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดการอักเสบของตับ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการติดเชื้อนี้มักจะหายได้เอง (Self-limiting) ในคนที่มีสุขภาพดี แต่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่ม
ช่องทางการติดเชื้อ: ระวังอาหารและน้ำที่คุณบริโภค
ไวรัสตับอักเสบอีส่วนใหญ่แพร่กระจายผ่านทางอุจจาระสู่ปาก (Fecal-Oral Route) ซึ่งหมายความว่าเชื้อจะปนเปื้อนในน้ำดื่ม อาหาร หรือสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่เราสัมผัสและบริโภคเข้าไป
-
แหล่งน้ำไม่สะอาด : การดื่มน้ำที่ไม่ผ่านการต้มหรือการฆ่าเชื้ออย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสุขาภิบาลไม่ดี
-
อาหารปนเปื้อน:
-
ผักสดหรือผลไม้ที่ล้างด้วยน้ำที่ไม่สะอาด
-
อาหารทะเล (โดยเฉพาะหอย) หรือเนื้อสัตว์ที่ไม่ปรุงสุกอย่างเต็มที่ (เช่น เนื้อหมู, เนื้อกวาง)
-
-
สุขอนามัยที่ไม่ดี : การไม่ล้างมืออย่างถูกวิธีหลังเข้าห้องน้ำหรือก่อนเตรียมอาหาร
อาการสำคัญที่เตือนภัย : เมื่อร่างกายส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
อาการของไวรัสตับอักเสบอีมักจะไม่รุนแรงและคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ทั่วไป ทำให้คนส่วนใหญ่มองข้ามไปได้ง่าย โดยทั่วไปอาการจะปรากฏหลังได้รับเชื้อประมาณ 2-8 สัปดาห์ (ระยะฟักตัว)
สัญญาณอันตรายที่คุณต้องสังเกต
อาการเหล่านี้มักปรากฏขึ้นอย่างเฉียบพลันและเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการอักเสบของตับ
-
อาการคล้ายไข้หวัด: อ่อนเพลีย, ปวดเมื่อยตามตัว, มีไข้
-
อาการทางเดินอาหาร: คลื่นไส้, อาเจียน, เบื่ออาหาร, ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา (ตำแหน่งตับ)
-
อาการเด่นชัด:
-
ตัวเหลือง/ตาเหลือง (Jaundice): เป็นอาการที่ชัดเจนที่สุด เกิดจากการมีสารบิลิรูบินสะสมในเลือด
-
ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ: สีคล้ายน้ำชาแก่ ๆ
-
อุจจาระสีซีด: อาจเป็นสีเทาหรือสีดิน
-
-
ภาวะอันตรายถึงชีวิต: ในผู้ป่วยบางราย (โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังอยู่แล้ว) อาจเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลทันที
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการลงมือทำ: หยุดยั้งไวรัสด้วยพฤติกรรมง่าย ๆ
เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบอีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย (ยกเว้นในบางประเทศ) การป้องกันที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงช่องทางการติดเชื้อ โดยการให้ความสำคัญกับสุขอนามัยส่วนบุคคลและสุขอนามัยอาหาร
10 วิธีปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
การป้องกันไวรัสตับอักเสบอีให้ได้ผลต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต:
- ล้างมือให้ถูกวิธี: ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้ง หลังการเข้าห้องน้ำ, ก่อนการเตรียมอาหาร, และก่อนรับประทานอาหาร
- ต้มน้ำดื่ม: ดื่มเฉพาะน้ำที่ผ่านการต้มจนเดือดสนิท หรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่ได้มาตรฐานเท่านั้น
- ปรุงอาหารสุก: รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ และหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์และอาหารทะเล (โดยเฉพาะหอย) ดิบ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
- ล้างผัก/ผลไม้: ล้างผักและผลไม้สดให้สะอาดด้วยน้ำที่ปลอดภัย ก่อนนำมารับประทาน
- ดูแลความสะอาดของน้ำแข็ง: ใช้น้ำแข็งที่ผลิตจากน้ำที่สะอาดและได้มาตรฐานเท่านั้น
- หลีกเลี่ยงการปนเปื้อน: จัดเก็บอาหารที่ปรุงสุกแล้วให้ห่างจากอาหารดิบ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination)
- สุขาภิบาลในที่สาธารณะ: ระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีสุขาภิบาลไม่ดี
- การจัดการขยะ: ทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูลในที่ที่เหมาะสม ไม่ปล่อยให้ปนเปื้อนแหล่งน้ำ
- ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน: หลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ จานชาม หรืออุปกรณ์ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่นในช่วงที่มีการระบาดหรือหากมีอาการป่วย
- ปรึกษาแพทย์: หากมีอาการที่น่าสงสัย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม
อ้างอิง
- World Health Organization (WHO): ข้อมูลเกี่ยวกับโรคไวรัสตับอักเสบอีและคำแนะนำในการป้องกัน
ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

แผนกโรคระบบทางเดินอาหารและตับ
สถานที่
อาคาร A ชั้น 2
เวลาทำการ
จันทร์ - อาทิตย์ 08.00 - 20.00
เบอร์ติดต่อ
02 080 5999 ต่อ 1211