Vitamin D: ประโยชน์ แหล่งที่มา และวิธีเลือกเสริมวิตามิน D3
1. เสริมสร้างสุขภาพกระดูก
- ช่วยให้ร่างกายดูดซึม แคลเซียม และ ฟอสฟอรัส จากลำไส้
- ป้องกัน โรคกระดูกพรุน ในผู้สูงอายุ และ โรคกระดูกอ่อน (Rickets) ในเด็ก
- ลดความเสี่ยงของ กระดูกหัก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
2. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
- ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกัน
- ลดความเสี่ยงของ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด และปอดบวม
- อาจช่วยลดความรุนแรงของโรค COVID-19 ตามการศึกษาหลายฉบับ
3. ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง
- อาจช่วยลดความเสี่ยงของ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยช่วยเพิ่มความไวของอินซูลิน
- อาจช่วยลดการอักเสบ และลดความเสี่ยงของ โรคหัวใจและหลอดเลือด
- อาจมีบทบาทในการลดความเสี่ยงของ มะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม
4. ส่งเสริมสุขภาพสมองและอารมณ์
- อาจช่วยลดความเสี่ยงของ โรคซึมเศร้า (Depression)
- อาจช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง
5. มีบทบาทในระบบฮอร์โมนและกล้ามเนื้อ
- ช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมนบางชนิด เช่น ฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (PTH)
- ช่วยเสริมสร้าง มวลกล้ามเนื้อ และลดความเสี่ยงของภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ร่างกายได้รับ Vitamin D จาก
- แสงแดด (การได้รับรังสี UVB ช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามิน D)
- อาหาร เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ตับ ไข่แดง และนมเสริมวิตามิน D
- อาหารเสริม โดยเฉพาะในผู้ที่ขาดวิตามิน D หรือไม่สามารถรับแสงแดดได้เพียงพอ
ผู้ที่ควรได้รับวิตามิน D เสริม ได้แก่
1. ผู้ที่ได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ เช่น
- คนที่อยู่ในที่ร่มหรือทำงานในอาคารเป็นส่วนใหญ่
- ผู้ที่อาศัยในประเทศที่มีแสงแดดน้อย โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว
2. ผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดตลอดเวลา (กันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ อาจลดการสังเคราะห์วิตามิน D ได้มากกว่า 90%)
3. ผู้สูงอายุ
- ความสามารถในการสังเคราะห์วิตามิน D จากแสงแดดลดลงตามอายุ
- มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนและกระดูกหัก
4. ผู้ที่มีภาวะวิตามิน D ไม่เพียงพอ หรือ อยู่ในภาวะขาดวิตามิน D ตามผลตรวจเลือด
5. ผู้ที่มีภาวะ หรือโรคบางชนิดที่รบกวนการดูดซึมวิตามิน D เช่น
- โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) เช่น Crohn’s disease
- โรคไตเรื้อรัง หรือโรคตับ ซึ่งอาจทำให้ร่างกายเปลี่ยนวิตามิน D เป็นรูปที่ใช้งานไม่ได้
- ผู้ที่เคยรับการผ่าตัดกระเพาะอาหารหรือลำไส้
6. หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
- มีความต้องการวิตามิน D สูงขึ้นเพื่อช่วยพัฒนากระดูกของทารก
ควรเลือกเสริมด้วย Vitamin D3 (Cholecalciferol) หรือ Vitamin D2 (Ergocalciferol) ?
หากต้องการรับประทานวิตามิน D เสริม เพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพ ควรเลือกรับประทาน
- Vitamin D3 (Cholecalciferol) เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะร่างกายนำไปใช้ได้มีประสิทธิภาพสูงกว่าและเพิ่มระดับวิตามิน D ในเลือดได้นานกว่า หากไม่มีข้อจำกัดด้านอาหาร เนื่องจาก Vitamin D3 พบในอาหารประเภท เนื้อสัตว์ เช่น ปลา ไข่แดง น้ำมันตับปลา แนะนำเลือกรับประทาน Vitamin D3
- Vitamin D2 (Ergocalciferol) อาจใช้ได้ในบางกรณี โดยเฉพาะในผู้ที่กินมังสวิรัติอย่างเคร่งครัด เนื่องจาก Vitamin D2 พบในแหล่งอาหารจำพวกพืช และเห็ดบางชนิด
Vitamin D3: Soft gel vs. Liposomal
1. ควรเลือก Vitamin D3 รูปแบบใด ?
- Liposomal Vitamin D3 เป็น Vitamin D3 ที่บรรจุในฟองไขมัน (Lipid) ซึ่งเหนือกว่าแบบ soft gel ในแง่ของ การดูดซึมและประสิทธิภาพ เนื่องจาก
- โครงสร้าง Liposome คล้ายกับเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้ดูดซึมได้เร็วและมีประสิทธิภาพสูง
- ไม่ต้องพึ่งน้ำดีหรือเอนไซม์มากเท่ากับ Soft gel เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีปัญหาการดูดซึม เช่น โรคลำไส้อักเสบหรือโรคตับ
- มีการดูดซึมผ่านเยื่อบุช่องปาก (Sublingual absorption) ได้บางส่วน
- ถ้าต้องการการดูดซึมสูงสุด หรือมีปัญหาการดูดซึม แนะนำ เลือก Liposomal D3
- Soft gel Vitamin D3 นั้น เป็น Vitamin D3 ที่มีรูปแบบ capsule gel ที่บรรจุน้ำมัน
- หากรับประทานพร้อมอาหารที่มีไขมัน ก็สามารถดูดซึมได้ดี
- เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีปัญหาด้านการดูดซึม
"หากมีคำถาม หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษา กรุณาปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญ เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้อง"
คลิก เพื่อขอคำปรึกษา
ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง
ศูนย์ศัลยกรรมความงามและสุขภาพแนวใหม่ Princ Aesthetic Surgery & Wellness Center
สถานที่
อาคาร A ชั้น 1
เวลาทำการ
จันทร์ - ศุกร์ 08.00 - 17.00 *กรุณานัดหมายล่วงหน้า
เบอร์ติดต่อ
02 080 5999